เคียซา ซูเปอร์ซับต่อเวลา อัซซูรีเฉือนออสเตรียหืด 2-1 ทะลุเหนื่อย 8 ทีม

เคียซา ซูเปอร์ซับต่อเวลา อัซซูรีเฉือนออสเตรียหืด 2-1 ทะลุเหนื่อย 8 ทีม

เคียซา ซูเปอร์ซับต่อเวลา อัซซูรีเฉือนออสเตรียหืด 2-1 ทะลุเหนื่อย 8 ทีม

เฟเดอริโก เคียซา และ มัตเตโอ เปสซินา กลายเป็น 2 ซูเปอร์ซับ พา อิตาลี เข้ารอบ 8 ทีมแบบหืดขึ้นคอ เมื่อต้องเล่นจนถึงต่อเวลาพิเศษกับ ออสเตรีย ที่สู้สุดชีวิตจนยันเสมอ 0-0 ในเกม 90 นาที ในศึก ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่สนาม เวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นการพบกันระหว่าง อิตาลี แชมป์กลุ่มเอ ที่ผลงาน 100% ชนะรวดไม่เสียประตู พบ ออสเตรีย รองแชมป์กลุ่มซี

นัดนี้ โรแบร์โต มันชินี กุนซืออัซซูรี ทำทีมชนะรวด 11 นัดติดต่อกัน โดยเกมนี้ยังคงไม่มี จอร์โจ คิเอลลินี ปราการหลังตัวเก๋าที่ยังไม่ฟิตสมบูรณ์เป็นแค่ผู้ชมข้างสนาม แต่ยังยึดตัวหลักจากเกมชนะ เวลส์ เป็นส่วนใหญ่

ฝั่ง ออสเตรีย เกมนี้ปรับ ดาวิด อลาบา เล่นปราการหลังตัวกลาง แนวรุกยังแพ็คแน่นโดยตั้งความหวังที่ มาร์โก อาร์เนาโตวิช ทำประตูทีเด็ดใส่ อัซซูรี ให้น้ำตาตก

ครึ่งแรก อิตาลี ยังคุมเชิงไม่เร่งบุก เปิดช่องให้ ออสเตรีย ได้มีลุ้นก่อนตั้งแต่ 2 นาทีแรก บอลจาก มาร์เซล ซาบิตเซอร์ ทำบอลสวยในกรอบ 6 หลา แต่จังหวะจบไม่ดี

อิตาลี ตั้งเกมได้ก็คุมเกมทันที บอลจากความผิดพลาดของ ออสเตรีย เสียบอลหน้าเขตโทษโดน มาร์โก แวร์รัตติ แทงบอลต่อไปให้ เลโอนาร์โด สปินาซโซลา สอดมายิงอัดด้วยซ้าย แต่บอลปลิ้นออกหลังไป

อัซซูรี หวิดขึ้นนำ จังหวะของ เลโอนาร์โด สปินาซโซลา ตบบอลเข้าในให้ นิโคโล บาเรลลา ยิงเฉือนหน้ากรอบ 6 หลา ยังไปติดเซฟ ดาเนียล บัคมันน์ ที่รับไม่กระฉอก

เกมเป็น อิตาลี ที่เร่งเครื่องหวังประตูก่อนหมดครึ่งแรก จากลูกยิงของ ชิโร อิมโมบิเล ยิงไกลด้วยขวาระยะ 30 หลา บอลโค้งหนี ดาเนียล บัคมันน์ พุ่งไปชนเสาเด้งออกหลังไป

อิตาลี บุกหนักแต่ก็ยังไม่มีประตู ท้ายครึ่งแรก  เลโอนาร์โด สปินาซโซลา ทะลุขึ้นมารับบอล ก่อนแหวกเข้าใน ยิงหักข้อบอลกระดอนพื้นพุ่งหาโคนเสาแรก แต่ ดาเนียล บัคมันน์ ยังโชว์ซูเปอร์เซฟเหนียวหนึบ หมดครึ่งแรก เสมอกัน 0-0

เริ่มครึ่งหลัง นาทีที่ 48 มีลุ้นบ้างจากจังหวะบุกไม่กี่ครั้ง มาร์โก อาร์เนาโตวิช ฉกบอลจากความผิดพลาดของอิตาลี ลากแหวกเข้าเขตโทษก่อนซัดด้วยขวา แต่บอลผิดเหลี่ยมออกนอกประตูไป

ออสเตรีย เกมดีขึ้นหลังผ่านไป 60 นาที เร่งเครื่องบ้าง เป็น มาร์โก อาร์เนาโตวิช คนเดิม เก็บบอลทางขวาจากลูกเตะมุม ยิงยัดเสาแรกตรงตัว จานลุยจิ ดอนนารุมมา เป็นโอกาสยิงตรงกรอบอีกครั้งของออสเตรีย

จังหวะหวาดเสียวของอิตาลี เป็น ออสเตรีย ชวดโอกาสทองนาทีที่ 65 บอลจาก ดาวิด อลาบา โขกตั้งย้อนคืนให้ มาร์โก อาร์เนาโตวิช อาศัยความใหญ่สอดมาโขกผ่านมือ จานลุยจิ ดอนนารุมมา บอลเช็ดใต้คานเข้าประตู ก่อนจะโดนวีเออาร์ริบประตูคืนเนื่องจาก อาร์เนาโตวิช อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า

เกมดูจะเป็น ออสเตรีย ที่มีโอกาสลุ้นจังหวะจบมากกว่า เป็น อิตาลี ที่เริ่มหนืดจากความกดดันบ้าง แต่สุดท้ายทั้งสองฝั่งก็ทำอะไรไม่ได้ เสมอกัน 0-0 ในเกม 90 นาทีจนต้องต่อเวลาพิเศษ

ช่วงต่อเวลา กลายเป็น อิตาลี ที่ได้ใส่สกอร์แรก นาทีที่ 94 บอลยาวทางซ้ายของ เลโอนาร์โด สปินาซโซลา วางลึกไปเสาไกลถึง เฟเดริโก เคียซา พักบอลแต่งจังหวะหนี สเตฟาน ไลเนอร์ ก่อนยิงทะลุช่องด้วยซ้าย บอลแฉลบปลายเท้า ดาวิด อลาบา พุ่งเสียบเสาไกล ขึ้นนำเป็น 1-0

อิตาลี มาพังประตูเพิ่มอีกนาทีที่ 105 บอลจาก ลอเรนโซ อินซินเญ แทงเข้าเขตโทษให้ ฟรานเชสโก อแชร์บี ทิ้งตัวเขี่ยบอลต่อให้ มัตเตโอ เปสซินา ตัวสำรองอีกคน ยิงด้วยซ้ายตุงตาข่าย และกลายเป็นประตูที่ 2 ของเขาในรายการนี้

ออสเตรีย ไม่ยอมแพ้ยังมีโอกาส และมาตีไข่แตกนาทีที่ 114 บอลจากลูกเตะมุมของ ลูอิส เชาบ์ ปั่นไปเสาแรกให้ ซาซา คาไลจ์ซิช ขึ้นโขกบอลกระดอนพื้นเบียดเสาเข้าประตู ไล่มาเป็น 2-1

ทีมรองยังบุกอีกเฮือกไม่ยอมแพ้แต่ก็ไม่ทัน จบเกม 120 นาที อิตาลี เฉือนชนะ ออสเตรีย แบบหืดขึ้นคอ 2-1 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมแบบหวุดหวิด ไปรอเจองานหนักกับผู้ชนะระหว่าง โปรตุเกส และ เบลเยี่ยม


สถิติในเกม

โอกาสยิงประตู : อิตาลี 26 / ออสเตรีย 15

ยิงเข้ากรอบ : อิตาลี 6 / ออสเตรีย 3

สัมผัสบอลในแดนคู่แข่ง : อิตาลี 42 / ออสเตรีย 24

ชิงจังหวะทำเกม : อิตาลี 76 / ออสเตรีย 78

เปอร์เซนต์การครองบอล : อิตาลี 51.4% / ออสเตรีย 48.6%


รายชื่อนักเตะในสนาม

อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมมา, โจวานนี ดิ ลอเรนโซ, เลโอนาร์โด โบนุชชี, ฟรานเชสโก อแชร์บี, เลโอนาร์โด สปินาซโซลา, นิโคโล บาเรลลา (มัตเตโอ เปสซินา น.67), จอร์จินโญ, มาร์โก แวร์รัตติ (มานูเอล โลคาเตลลี น.67), โดเมนิโก เบราร์ดี (เฟเดริโก เคียซา น.84), ชิโร อิมโมบิเล (อันเดรีย เบล็อตติ น.84), ลอเรนโซ อินซินเญ

ออสเตรีย (4-3-2-1) : ดาเนียล บัคมันน์, สเตฟาน ไลเนอร์ (คริสโตเฟอร์ ทริมเมิล น.114), อเล็กซานดาร์ ดราโกวิช, มาร์ติน ฮินเตอร์เร็กเกอร์, ดาวิด อลาบา, ซาเวอร์ ชลาเกอร์ (มิคาเอล เกรกอริทช์ น.106), โฟลเรียน กริลลิตส์ช (ลูอิส เชาบ์ น.106), คอนราด ไลเมอร์ (สเตฟาน อิลซานเคอร์ น.114), มาร์เซล ซาบิตเซอร์, คริสโตฟ เบาม์การ์ทเนอร์ (อเลสซานโดร ช็อปฟ์ น.90), มาร์โก อาร์เนาโตวิช (ซาซา คาไลจ์ซิช น.97)


เกาะติดความเคลื่อนไหว ฟุตบอล ยูโร 2020 ที่นี่

ราคาบอล ยูโร 2020


Leave a Reply

%d bloggers like this: